บริษัท เฟอร์ติไลเซอร์ แอนด์ ไบโอซีดส์ จก.(FBC)         : หน้าแรก(Home) arrow บทความ (Articles) arrow การปลูกข้าวฟ่างลูกผสมสีแดงFBC :  
   ::Select Menu::
เปิดตัวข้าวโพดพันธุ์ใหม่นารายณ์ ๓ พลัส     เปิดตัวข้าวโพดพันธุ์ใหม่นารายณ์ ๓ พลัส    เปิดตัวข้าวโพดพันธุ์ใหม่นารายณ์ ๓ พลัส
หน้าแรก(Home)
เกี่ยวกับเรา (About us)
ติดต่อเรา (Contact us)
แผนที่บริษัท (Map)
บทความ (Articles)
ผลิตภัณฑ์
ราคาสินค้า (Prices)
เว็ปลิงค์
ข่าวสาร (News)
ค้นหาขั้นสูง
ชาวไร่ข้าวโพดบังคลาเทศยอมรับพันธุ์ข้าวโพดไทย
All Sections
All Sections
นารายณ์ 3 พลัส
Login Form
ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

จำข้อมูลการล็อกอิน
ลืมรหัสผ่าน?
ยังไม่ได้ลงทะเบียน? ลงทะเบียนใหม่
Administrator

การปลูกข้าวฟ่างลูกผสมสีแดงFBC PDF พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย Administrator   
Thursday, 25 September 2008

            การเลือกใช้พันธุ์ข้าวฟ่างลูกผสมที่ดีในการปลูกทำให้ได้รับผลผลิตดีกว่า การที่เกษตรกรจะปลูกข้าวฟ่างลูกผสมให้ได้รับผลผลิตสูงนั้นจำเป็นต้องมีวิธีการปฏิบัติที่ดีควบคู่ไปด้วย โดยปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้
พันธุ์ที่แนะนำ  :  พันธุ์ เอฟ.บี.ซี.111 และ เอฟ.บี.ซี.999
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
            ข้าวฟ่างเจริญเติบโตได้ในดินเกือบทุกชนิดตั้งแต่ดินทรายจนถึงดินเหนียว แต่ดินที่เหมาะที่จะปลูกข้าวฟ่างให้ได้ผลผลิตสูงควรเป็นดินร่วนเหนียวที่มีการระบายน้ำดีมีความเป็นกรดด่าง (pH) อยู่ระหว่าง 5.0-7.5 อุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตและการสร้างเมล็ดอยู่ระหว่าง 27-30  องศาเซลเซียส ต้องการปริมาณน้ำตลอดฤดูปลูกประมาณ 320-800 มิลลิเมตร โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังตั้งท้องดอกบาน และระยะเมล็ดเป็นน้ำนม หากขาดน้ำจะมีผลกระทบต่อผลผลิตมากแต่ข้าวฟ่างก็ไม่ทนทานต่อสภาพน้ำขังในช่วงต้นกล้าเพราะจะทำให้ต้นแคระแกร็นหรืออาจตายไปในที่สุด ปกติแล้วข้าวฟ่างทนต่อความเป็นเกลือและทนแล้งได้ดีกว่าข้าวโพด
ฤดูปลูก
            ข้าวฟ่างเป็นพืชรุ่นสอง ซึ่งจะปลูกช่วงปลายฤดูฝนและเก็บเกี่ยวเมื่อเข้าฤดูหนาว (แล้ง) เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาฝนตกในช่วงเก็บเกี่ยวซึ่งจะทำให้ข้าวฟ่างเกิดราที่ช่อ และนอกจากนี้ยังหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องนกมากินข้าวฟ่างก่อนเก็บเกี่ยว ช่วงเดือนที่เหมาะแก่การปลูกข้าวฟ่าง คือเดือนสิงหาคมถึงกันยายน
วิธีการปลูก
            การปลูกข้าวฟ่างทำได้ 2 วิธี คือ การปลูกแบบเป็นแถว และการปลูกแบบหว่าน
            1.การปลูกแบบเป็นแถว เป็นการปลูกโดยใช้เครื่องปลูกซึ่งมีวิธีปฏิบัติดังนี้       

 

 

การเตรียมดิน

             ควรไถพรวนดินให้มีความร่วนซุย เพื่อความสะดวกและเหมาะสมต่อการใช้เครื่องปลูก ซึ่งการไถพรวนอาจไถ 1 หรือ 2 ครั้ง ตามความจำเป็นโดยครั้งแรกควรไถลึกประมาณ 30 เซนติเมตร โดยทั่วไปข้าวฟ่างจะปลูกตามหลังข้าวโพด ดังนั้นเมื่อเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วดินไม่ชื้นแฉะเกินไปให้รีบทำการไถพรวนทันที

          

การปลูก
            หลังจากไถพรวนดินจนมีความร่วนซุยดีแล้วควรรอให้ฝนตกก่อนทำการปลูกโดยมีฝนตกอย่างน้อย 20 มิลลิเมตร แล้วจึงปลูกขณะดินชื้นพอให้ข้าวฟ่างงอก โดยปรับเครื่องปลูกให้มีระยะระหว่างแถว 60 เซนติเมตร ระยะระหว่างต้น 8-10 เซนติเมตร (อาจต้องมีการถอนแยกเพื่อช่วยให้มีระยะระหว่างต้นตามต้องการ) โดยปลูกลึก 4-5 เซนติเมตร 
การใส่ปุ๋ย
            พืชทุกชนิดมีความจำเป็นต้องใช้ธาตุอาหารต่างๆ ในการเจริญเติบและสร้างผลผลิต ข้าวฟ่างก็เช่นกัน ถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตดี ควรมีการใส่ปุ๋ยเพื่อให้มีธาตุอาหารเพียงพอ ซึ่งการใส่ปุ๋ยทำได้ดังนี้
                1. ใส่ปุ๋ยรองพื้น โดยใส่พร้อมปลูก ซึ่งโดยทั่วไปเครื่องปลูกจะมีถังสำหรับใส่ปุ๋ยพร้อมอยู่แล้ว ให้ใส่ปุ๋ยรองพื้นสูตร 16-20-0 , 20-20-0 , 15-15-15 หรือสูตรอื่นตามความเหมาะสม โดยใส่ในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่  ถ้าเป็นไปได้ควรมีการวิเคราะห์ดินเพื่อหาสูตรปุ๋ยที่เหมาะสมกับพื้นที่
                นอกจากนี้ถ้าต้องการให้ได้ผลผลิตดียิ่งขึ้น อาจมีการใส่ปุ๋ยแต่งหน้าอีกครั้งหนึ่ง

                2. ปุ๋ยแต่งหน้า ควรใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) โรยข้างต้นในอัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ ขณะข้าวฟ่างอายุ 15-30 วัน โดยใส่ขณะดินมีความชื้นเพื่อให้ปุ๋ยละลายได้ดี

  

การป้องกันหนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่าง (shoot fly)
                หนอนแมลงวันฯ จะกัดกินส่วนยอดของต้นอ่อนข้าวฟ่าง ทำให้ข้าวฟ่างแตกกอ  ออกดอกและเก็บเกี่ยวได้ช้าลง และผลผลิตลดลง ดังนั้นในบางพื้นที่มีหนอนแมลงวันฯระบาด ควรมีการป้องกันพ่นสารฆ่าแมลงคาร์โบซัลแฟน 1 ครั้ง เมื่อข่าวฟ่างอายุ 1 สัปดาห์
                การป้องกันและกำจัดวัชพืช
                วัชพืชจะคอยแย่งน้ำและธาตุอาหารจากพืชหลัก ดังนั้นการปลูกข้าวฟ่างให้ได้ผลดีต้องมีการควบคุมและกำจัดวัชพืชให้ดีด้วย ซึ่งการควบคุมวัชพืชให้ได้ผลดีและประหยัดแรงงานนั้นควรมีการใช้สารเคมีร่วมกับการใช้แรงงาน คนและเครื่องจักร

                การใช้สารเคมีควบคุมกำจัดหญ้าในแปลงข้าวฟ่างควรปฏิบัติดังนี้

  

                 1. พ่นยาคุมวัชพืชโดยใช้ยาอะทราซีนเท่านั้น ฉีดพ่นในอัตรา 300 กรัมต่อไร่ โดยพ่นหลังจากปลูก ขณะดินมีความชื้น ก่อนที่ข้าวฟ่างและหญ้างอก
                2. ในระยะที่ข้าวฟ่างเจริญเติบโต ถ้ามีวัชพืชในแปลงมากและถ้าไม่ได้ใช้คนถากหรือรถไถพรวนกลบ อาจใช้ยาพาราควอท (กรัมม็อกโซน) ฉีดพ่นระหว่างแถวข้าวฟ่าง ในอัตรา 80 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร (8 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ) ทั้งนี้การฉีดพ่นจะต้องใช้ความระมัดระวังไม่ให้ยาโดนต้นข้าวฟ่าง เพราะจะทำให้ข้าวฟ่างไหม้ตายได้
                ยาคุมหญ้าที่ใช้ในข้าวฟ่างได้คือ อะทราซีน เท่านั้น ห้ามใช้ยาอะลาคลอร์  โดยเด็ดขาด

                ข้าวฟ่างแต่ละพันธุ์มีอายุเก็บเกี่ยวไม่เท่ากัน โดยทั่วไปข้าวฟ่างในประเทศไทยมีอายุเก็บเกี่ยวระหว่าง 110-115 วัน และ 115-130 วัน สำหรับพันธุ์ FBC999 และ FBC111 ตามลำดับ ซึ่งการเก็บเกี่ยวควรเก็บเมื่อข้าวฟ่างแก่เต็มที่เมล็ดติดสีเข้ม ต้นเริ่มแห้ง ใบแห้ง และควรเก็บในช่วงที่ไม่มีฝนตก โดยการเก็บเกี่ยว อาจทำได้ทั้งใช้แรงงานคน หรือใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยว
การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว
              หลังการเก็บเกี่ยวข้าวฟ่าง ถ้าเก็บด้วยแรงงานคนซึ่งเก็บเกี่ยวโดยการตัดช่อสามารถทำการสีข้าวฟ่างขายได้ทันที หรืออาจตากข้าวฟ่างรอไว้ก่อน เก็บไว้สีขายเมื่อได้ราคาที่พอใจ ถ้าเก็บเกี่ยวด้วยเครื่องจักร เครื่องก็จะสีข้าวฟ่างออกมาเป็นเมล็ดขายได้ทันที
               ข้อดีของการปลูกข้าวฟ่างเป็นแถว
                - ผลผลิตข้าวฟ่างสูง
                - ข้าวฟ่างเจริญเติบโตสม่ำเสมอ
                - ดูแลง่าย สะดวกในการกำจัดวัชพืชและการใส่ปุ๋ย
                - ลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ ทำให้ลดต้นทุนการผลิต
                - ทนสภาพฝนทิ้งช่วงได้นาน เพราะเมล็ดอยู่ลึกกว่า
                    ข้อเสีย
                - อาจมีข้อจำกัดด้านเวลา
 

               2. การปลูกแบบหว่าน
               การปลูกข้าวฟ่างโดยทั่วไปเกษตรกรมักใช้วิธีการหว่าน เนื่องจากข้าวฟ่างเป็นพืชรุ่นสองมักปลูกตามหลังข้าวโพด ซึ่งช่วงที่เก็บเกี่ยวข้าวโพดเสร็จแล้วมักมีฝนตกมากจนทำให้รถไถลงไถพรวนไม่ได้เพราะดินเปียกแฉะเกินไป ดังนั้นชาวไร่ส่วนใหญ่มักปลูกข้าวฟ่างโดยวิธีการหว่านแล้วพรวนกลบ โดยมีวิธีปฏิบัติดังนี้
การเตรียมแปลง
               หลังจากเก็บเกี่ยวข้าวโพดแล้วควรทำการตัดต้นข้าวโพด ถ้าเป็นไปได้ควรมีการไถกลบต้นข้าวโพดลงดิน และเป็นการเตรียมดินสำหรับปลูกข้าวฟ่างด้วย
การหว่านข้าวฟ่าง
               อัตราการปลูกข้าวฟ่างที่เหมาะสมคือ มีจำนวนต้น 26,000-30,000 ต้นต่อไร่ ดังนั้นการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวฟ่างควรหว่านให้สม่ำเสมอ โดยใช้เมล็ดพันธุ์ประมาณ 1.5-2.0กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งควรทำการหว่านเมล็ดหลังจากฝนตกอย่างน้อย 20 มิลลิเมตร หรือดินมีความชื้นพอให้ข้าวฟ่างงอก หลังจากหว่านแล้วควรรีบพรวนกลบทันที โดยกลบลึกไม่เกิน 6 เซนติเมตร

     

 

การใส่ปุ๋ย
              การปลูกข่าวฟ่างแบบหว่านควรมีการใส่ปุ๋ยด้วย เพราะการใส่ปุ๋ยจะทำให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งการใส่ปุ่ยทำได้โดยการหว่านปุ๋ยพร้อมปลูก โดยใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 , 20-20-0 , 15-15-15 หรือปุ๋ยสูตรอื่นๆ ตามความเหมาะสม โดยหว่านในอัตรา 25 กิโลกรัมต่อไร่
การป้องกันหนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่าง (shoot fly)
              ในพื้นที่ที่มีหนอนแมลงวันฯระบาด สามารถป้องกันได้โดยหว่านยาฟูราดาน พร้อมการปลูกข้าวฟ่าง โดยใช้ยาอัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่
การป้องกันและกำจัดวัชพืช   การปลูกข้าวฟ่างแบบหว่านสามารถป้องกันวัชพืชได้โดยการใช้ยาอะทราซีน ฉีดพ่นในอัตรา 300 กรัมต่อไร่ ควรฉีดพ่นหลังจากพรวนกลบเมล็ดข้าวฟ่าง ขณะดินมีความชื้นก่อนข้าวฟ่างและหญ้างอก หรือหลังข้าวฟ่างงอก โดยใช้ยาอะทราซีน และยาฆ่าแมลงตรา ช้างแดง

    

การเก็บเกี่ยวข้าวฟ่างและการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว  ทำได้เช่นเดียวกันกับการปลูกข้าวฟ่างแบบเป็นแถว
                     ข้อดีของการปลูกข้าวฟ่างแบบหว่าน
                 - ลดต้นทุนการผลิต (ไถเพียง 1 ครั้ง)
                 - รวดเร็วประหยัดเวลา
                     ข้อเสีย
                 - ผลผลิตต่ำ
                 - ใช้เมล็ดพันธุ์ในอัตราที่สูง
                 - วัชพืชมาก ถ้าเตรียมพื้นที่ไม่ดี
                 - ข้าวฟ่างเจริญเติบโตไม่สม่ำเสมอ ถ้าหวานถี่ทำให้ข้าวฟ่างแน่นช่อเล็ก ถ้าหว่านบางจะมีวัชพืชมาก
                   ทนสภาพฝนทิ้งช่วงได้น้อย
แมลงศัตรูข้าวฟ่าง
                    บั่วข้าวฟ่าง (Sorghum midge) (Contarinia  sorghicola) (Coquillett)
               ปัจจุบัน ได้มีการระบาดของแมลง ในแปลงข้าวฟ่างเขตจังหวัดนครสวรรค์ทำความเสียหายแก่ ผลผลิตเป็นอย่างมาก ซึ่งปัญหาจากแมลงดังกล่าว ได้เกิดขึ้นมาก่อนแล้วในประเทศอื่น เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศในแถบแอฟริกา  แต่ในประเทศไทย เริ่มพบมีการระบาด

                   

 

 ลักษณะ และวงจรชีวิต
                    บั่วข้าวฟ่าง เป็นแมลงตระกูลเดียวกับบั่วข้าว ลักษณะเป็นแมลงตัวเล็กๆ สีส้ม หรือสีส้มอมแดง ตัวเมียมีลำตัวยาว1.6 มม. ส่วนตัวผู้ ลำตัวยาว 1.3 มม. ยาสีน้ำตาล ปีกมีสีเทา ตัวเมียจะทำการวางไข่ ในขณะที่ดอกข้าวฟ่างกำลังบาน โดย สามารถวางไข่ได้ 30-120 ฟอง โดยตัวเมียสามรถมีชีวิตอยู่ได้ 1 วัน ส่วนตัวผู้มีชีวิตเพียง 2-3 ชั่วโมง 
               เมื่อตัวเมียวางไข่เรียบร้อยแล้ว ไข่จะใช้เวลา 42-60 ชั่วโมง (ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิ) เพื่อฟักเป็นตัวอ่อน หลังจากนั้นตัวอ่อนก็จะกินรังไข่ ที่กำลังพัฒนาเป็นเมล็ด ภายในดอกข้าวฟ่าง เป็นอาหาร ในระยะตัวอ่อนนี้ใช้เวลา 9-11 วัน เพื่อพัฒนาเป็นดักแด้ ดักแด้จะเปลี่ยนจากสีส้มเป็นสีดำ ยกเว้นท้องที่ยังเป็นสีส้มคงเดิม จากนั้นดักแด้ก็จะเคลื่อนตัวไปอยู่ที่ส่วนปลายของดอก เพื่อที่จะลอกคราบ ใช้เวลา 2-3 วัน เมื่อลอกคราบเป็นตัวเต็มวัยแล้วจะมีคราบของดักแด้สีขาวติดอยู่ที่ปลายดอกข้าวฟ่าง 
               ตัวอ่อนของบั่วข้าวฟ่าง สามารถมีอายุได้นานถึง 3 ปี (โดยการจำศีล) จะพัฒนาเป็นตัวเต็มวัย เมื่อสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิที่เหมาะสม (อุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส) 
               วงจรชีวิตของบั่วข้าวฟ่าง 1 รอบ ใช้เวลา 14-16 วัน ดังนั้น ใน 1 ปี สามารถขยายพันธุ์ได้หลายรอบ ถ้าสภาพเหมาะสม รวมทั้งมีพืชอาศัยหลายชนิด นอกจากข้าวฟ่าง เช่น หญ้าจอห์นสัน และข้าวฟ่างผี  ซึ่งเป็นวัชพืชที่พบมากในปัจจุบัน
วิธีการสังเกต และตรวจสอบแปลงข้าวฟ่างที่มีการระบาด
               ควรทำการตรวจเช็คแปลงข้าวฟ่างทุกวัน หรือทุกสองวัน ในช่วงที่ดอกข้าวฟ่างกำลังบาน ช่วงเวลาที่เหมาะสมคือ ช่วง 09.00-12.00 น. เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ดอกข้าวฟ่างกำลังบาน และบั่วข้าวฟ่าง กำลังจะวางไข่ในดอกข้าวฟ่าง สามรถสังเกตเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือ ใช้ถุงพลาสติก คลุมช่อข้าวฟ่าง ปิดถุงให้ แน่น แล้วทำการเขย่า ช่อข้าวฟ่าง จากนั้น นำถุงมาตรวจสอบดูว่ามีแมลงตัวเล็กๆ หรือไม่ อีกวิธีการหนึ่งคือสังเกต ช่อข้าวฟ่างที่ผสมแล้ว ถ้าพบว่ามีการระบาดของบั่วข้าวฟ่าง  จะพบว่ามีคราบสีขาวของดักแด้ติดอยู่ที่ปลายดอกข้าวฟ่าง ข้าวฟ่างแปลงที่ปลูกช้ากว่าแปลงอื่น หรือแปลงที่มีต้นข้าวฟ่างงอกหลายรุ่น จะมีโอกาสพบการระบาดของบั่วข้าวฟ่างค่อนข้างสูง
วิธีการควบคุมและจัดการ โดยใช้สารเคมี
               เมื่อพบการระบาดของบั่วข้าวฟ่าง ควรจะทำการฉีดพ่นยาฆ่าแมลงเพื่อป้องกัน และกำจัด ไม่ให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตของข้าวฟ่าง
               การฉีดพ่นยาฆ่าแมลง ควรจะทำการฉีด ช่วงที่ดอกข้าวฟ่างกำลังบาน และฉีดประมาณ 2-3 ครั้ง ห่างกัน 3-5 วันต่อครั้ง โดยสังเกตจากปริมาณของแมลงที่พบ การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดตัวเมียเพื่อไม่ให้สามารถวางไข่ได้ เพราะตัวอ่อนที่อยู่ในดอกข้าวฟ่างจะทำให้เกิดความเสียหายต่อผลผลิตได้ ส่วนไข่ ตัวอ่อน และดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดอกข้าวฟ่าง จะไม่ถูกสารเคมีโดยตรง จะทำให้ควบคุมยาก ดังนั้น จึงต้องมีการฉีดพ่นสารเคมีซ้ำ เพื่อเป็นการกำจัดตัวเต็มวัยที่เกิดขึ้นใหม่
สารเคมีที่สามารถใช้ได้

หนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่าง
            หนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่างเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญที่สุดของข้าวฟ่าง ในระยะต้นกล้าลงทำลายข้าวฟ่างตั้งแต่เริ่มงอกจนถึงอายุประมาณ 3 สัปดาห์ โดยตัวหนอนจะเจาะเข้าไปอาศัยกัดกินที่จุดเจริญเติบโตของข้าวฟ่างทำให้ข้าวฟ่างทุกต้นทุกแขนงที่ถูกทำลายแสดงอาการยอดเหี่ยว และไม่ให้ผลผลิตระยะวิกฤตการทำลายของแมลงชนิดนี้อยู่ในช่วงข้าวฟ่างอายุ 1-2 สัปดาห์ การทำลายของหนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่างทำให้ข้าวฟ่างสูญเสีย ผลผลิตประมาณ 40-60% แมลงชนิดนี้ระบาดอยู่ทั่วไปในแหล่งที่มีการปลูกข้าวฟ่างติดต่อกันตลอดทั้งปี

การป้องกันกำจัด
                1.    ควรกำหนดวันปลูกข้าวฟ่างในแต่ละท้องที่ให้พร้อมกัน หรือใกล้เคียงกันมากที่สุดข้าวฟ่างจึงจะรอดพ้นจากการเข้าทำลายของแมลงชนิดนี้ ข้าวฟ่างที่ปลูกล่าช้าจะถูกทำลายอย่างหนักจากแมลงรุ่นที่สอง เนื่องจากแมลงศัตรูชนิดนี้มีวงจรชีวิต 3 สัปดาห์เท่านั้น
               2.    ในแหล่งที่พบหนอนแมลงวันเจาะยอดข้าวฟ่างทำลายอยู่เป็นประจำให้ฤดูปลูกควรจะหว่านเมล็ดข้าวฟ่างให้มากขึ้นเพื่อชดเชยการทำลายที่สังเกตได้ในฤดูก่อนโดยไม่จำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลง
                3.    ก่อนปลูกข้าวฟ่างควรเผาทำลายตอซังของข้าวฟ่างและวัชพืชในไร่บริเวณใกล้เคียงเพื่อกำจัดหนอนที่อาจจะอาศัยอยู่ในวัชพืชและตอซังเหล่านั้น
                4.  ในกรณีที่มีการระบาดค่อนข้างรุนแรงและมีความจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงนั้นเกษตรกรควรพ่นสารฆ่าแมลงคาร์โบซัลแฟนเพียงครั้งเดียวเมื่อข้าวฟ่างอายุ 1 สัปดาห์ เพราะสามารถป้องกันกำจัดการทำลายในระยะวิกฤตได้พอดี
                5.   ในพื้นที่ที่มีหนอนแมลงวันฯ ระบาด สามารถป้องกันได้โดยหว่านยาฟูราดานพร้อมการปลูกข้าวฟ่าง โดยใช้ยาอัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่

 

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( Tuesday, 12 October 2010 )
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
จำนวนผู้เข้าชม
ขณะนี้มี 16 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
Latest News
  บริษัท เฟอร์ติไลเซอร์ แอนด์ ไบโอซีดส์ จก.(FBC)
99/35-36 หมู่1 ต.เขาสามยอด อ.เมือง จ.ลพบุรี 15000
โทร (036)627656   แฟ็กซ์ (036)627611
 
Nike Roshe Run Nike Free Run 3.0 Femme Verte Nike Roshe Run Nike Air Huarache Womens Nike Running Shoes Nike Free Run Nike Roshe Run Dames Nike Air Huarache Run Jordans for Sale Jordan Shoes Nike Air Max Kopen Goedkoop Nike Air Max Nike Air Max UK Nike Air Max Sale Nike Roshe Run UK Nike Roshe Womens Nike Free Running Shoes Nike Free Run Sale Nike Air Force 1 Nike Air Force 1 Femme